|
เวลาเจ้าของกิจการเริ่มมองหา สินเชื่อsme หรือกำลังคิดว่าจะ กู้sme ดีไหม คำว่า “OD” มักโผล่ขึ้นมาเร็วมาก เพราะมันดูคล่อง ใช้ง่าย และทันใจพอ ๆ กับสิ่งที่หลายคนคาดหวังจาก สินเชื่อเงินด่วน แต่พออ่านบทความหลักแล้ว ผมรู้สึกว่าแก่นสำคัญของหัวข้อ “ใช้ OD อย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย” ไม่ได้อยู่ที่การบอกว่า OD ดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่การเตือนว่า OD จะคุ้มก็ต่อเมื่อเราใช้มันในบทบาทที่ถูกต้องจริง ๆ โดยบทความหลักสรุปหลักไว้ชัดมาก 5 ข้อ คือ ใช้เท่าที่จำเป็นและคืนทันทีเมื่อรายได้เข้า, ตั้งเพดานใช้รายสัปดาห์, คุมสต็อกหมุนเร็วให้พอดีรอบขาย 10–14 วัน, ไม่ใช้ OD ซื้อของใช้งานยาวทั้งก้อน และพยายามเคลียร์ยอดปลายเดือนให้เหลือใกล้ศูนย์ที่สุด
ถ้าอธิบายแบบภาษาคนทำธุรกิจ OD หรือวงเงินเบิกเกินบัญชี ก็คือเครื่องมือเงินหมุนระยะสั้นที่ยืดหยุ่นสูง ธปท. อธิบายไว้ตรงไปตรงมาว่า O/D เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่ผันผวนหรือฉุกเฉิน และคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกใช้จริง ไม่ได้เหมาะกับการเอาไปแบกค่าใช้จ่ายยาว ๆ แบบถาวร ดังนั้นมันจึงใกล้กับคำว่า “วงเงินหมุนเวียน” มากกว่าคำว่า “เงินก้อน” และนี่เองคือจุดที่หลายกิจการพลาด เพราะเผลอใช้ OD เหมือนกระเป๋าสตางค์ใบที่สองของร้าน ทั้งที่จริงมันควรเป็นสะพานสั้น ๆ เอาไว้ข้ามช่วงเงินสดสะดุดมากกว่า
ยิ่งมองจากภาพใหญ่ตอนนี้ เรื่องการใช้เงินให้ถูกงานยิ่งสำคัญกว่าเดิม เพราะ ธปท. ระบุว่าสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากความระมัดระวังของธนาคารที่สูงขึ้นตามต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต จนภาครัฐและธนาคารต้องออกโครงการ SMEs Credit Boost มาช่วยแชร์ความเสี่ยงและหนุนสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบ นี่แปลว่าในวันที่วงเงินใหม่ไม่ได้ได้มาง่ายเหมือนเดิม ธุรกิจที่มี OD อยู่แล้วควรใช้มันอย่างมีวินัยมากกว่าที่เคย เพราะทุกบาทที่ใช้ผิดหน้าที่ อาจกลายเป็นต้นทุนแพงแบบไม่จำเป็น
กฎข้อแรกของบทความหลักที่ผมชอบมากคือ “วันเงินเข้า = วันคืน” ฟังง่าย แต่ใช้ได้จริงมาก หลายร้านใช้ OD เพื่อจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าของจิปาถะก่อน แล้วพอเงินจากลูกค้าเข้า กลับปล่อยยอด OD ค้างอยู่เพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยคืนก็ได้ ผลคือดอกเบี้ยเริ่มไหลต่อทันที ทั้งที่เครื่องมือแบบนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้สั้นและหมุนกลับเร็ว ถ้าถามผม หลักคิดที่ปลอดภัยที่สุดคือมอง OD เหมือนถังออกซิเจน ไม่ใช่ถังเก็บน้ำ คือเอาไว้ช่วยช่วงขาดอากาศ ไม่ใช่เอาไว้ใช้แทนระบบหายใจประจำของธุรกิจ เพราะยิ่งค้างนาน ต้นทุนยิ่งสูง และยิ่งทำให้เราชินกับการใช้เงินเกินกว่าที่ร้านหาได้จริง
ข้อที่สองคือการตั้งเพดานใช้รายสัปดาห์ อันนี้ผมมองว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ ที่ช่วยวินัยการเงินได้มาก เพราะปัญหาของ OD ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือความ “หยิบง่าย” จนคนใช้ไม่รู้ตัว ถ้าเจ้าของกิจการไม่กำหนดเพดานไว้ OD จะค่อย ๆ กลายเป็นเงินสำรองประจำร้านแบบเงียบ ๆ แล้วสุดท้ายก็ใช้เกือบเต็มวงเงินอยู่ตลอด บทความหลักเลยแนะนำให้ตั้งกรอบไว้เลยว่าในหนึ่งสัปดาห์จะใช้ได้ไม่เกินเท่าไร ยกเว้นกรณีพิเศษที่วางแผนไว้ก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ธปท. ที่บอกว่าวงเงินหมุนเวียนควรถูกประเมินจากรอบการหมุนของเงินทุน ยอดขาย และความจำเป็นจริงของ cash flow ไม่ใช่ตั้งจากความรู้สึกว่า “มีไว้เยอะก่อนค่อยว่ากัน”
ข้อที่สามคือคุมสต็อกให้หมุนเร็ว โดยบทความหลักเสนอช่วง 10–14 วัน ผมว่าข้อนี้คมมาก เพราะหลายธุรกิจไม่ได้ดอกเบี้ยแพงเพราะกู้แพงอย่างเดียว แต่แพงเพราะเอาเงินไปจมกับสต็อกที่ยังขายไม่ออก ถ้าคุณใช้ OD ซื้อของเยอะเกินรอบขายจริง เท่ากับคุณกำลังจ่ายดอกเบี้ยให้กับสินค้าที่นอนนิ่งอยู่ในโกดังหรือบนชั้นวาง ฉะนั้นคำว่าใช้ OD ให้คุ้ม จึงไม่ได้หมายถึงกดใช้น้อยอย่างเดียว แต่หมายถึงเอาเงินไปอยู่ในจุดที่หมุนกลับมาเป็นเงินสดได้เร็วด้วย ธปท. เองก็จัด OD อยู่ในกลุ่มสินเชื่อหมุนเวียนสำหรับค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และสต็อกระยะสั้น ไม่ใช่สำหรับการจมเงินยาว ๆ กับของที่ยังไม่แน่ใจว่าจะขายออกเมื่อไร
ข้อที่สี่สำคัญมาก และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนแยกไม่ออกระหว่าง “เงินหมุน” กับ “เงินลงทุน” นั่นคือ อย่าใช้ OD ซื้อของใช้งานยาวทั้งก้อน ถ้าจะซื้อเครื่องจักร รีโนเวตร้าน ลงระบบ หรือซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ธปท. ระบุชัดว่ากลุ่มสินเชื่อระยะยาวเหมาะกับการเริ่มต้นหรือขยายกิจการมากกว่า เพราะผ่อนได้นานและออกแบบมารองรับการลงทุนลักษณะนี้ ขณะที่ OD เหมาะกับค่าใช้จ่ายผันผวนหรือฉุกเฉิน ถ้าเอาเครื่องมือผิดแบบมาใช้ ต่อให้ดูเหมือนสะดวกในวันแรก แต่ระยะต่อไปธุรกิจจะเริ่มหายใจไม่ออก เพราะต้องแบกของยาวด้วยหนี้สั้น นี่ต่างหากที่ทำให้หลายร้านรู้สึกว่าใช้ สินเชื่อเงินกู้ แล้วไม่คุ้ม ทั้งที่ปัญหาอาจไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นการใช้สินเชื่อผิดหน้าที่ตั้งแต่แรก
ข้อที่ห้าคือปลายเดือนควรเคลียร์ยอดให้เหลือใกล้ศูนย์ ผมมองว่านี่คือสัญญาณสุขภาพการเงินที่ดีมาก เพราะมันแปลว่า OD ยังทำงานในฐานะ “สะพานชั่วคราว” ไม่ได้กลายเป็นภาระคงค้างถาวร ถ้าปลายเดือนแล้วยอดยังเต็มอยู่เรื่อย ๆ นั่นมักสะท้อนว่าธุรกิจกำลังใช้ OD แก้ปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แก้ปัญหาจังหวะเงินสด และจุดนี้แหละที่เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มสับสนระหว่างการใช้ OD กับการวิ่งหา สินเชื่อเงินด่วน เพิ่มอีกก้อนมาโปะของเดิม ซึ่งยิ่งเสี่ยงหนักขึ้นไปอีก วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือหยุดก่อน แล้วกลับมาดูว่า cash flow ของร้านติดที่ตรงไหนกันแน่ วงเงินไม่พอจริง หรือใช้วงเงินผิดงานมาตลอด
อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือความปลอดภัยของแหล่งเงินกู้เอง เพราะในวันที่กิจการเงินตึง เจ้าของร้านมักตัดสินใจเร็ว และนั่นเป็นจังหวะที่มิจฉาชีพชอบใช้คำโฆษณาแนว “ได้เงินไว ใช้เอกสารน้อย” มาหลอก ธปท. เตือนชัดว่า ถ้าผู้ให้กู้รายใดแจ้งให้โอนเงินก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ และควรตรวจสอบผ่าน BOT License Check หรือหน้า “เช็กแอปเงินกู้” ก่อนเสมอ ดังนั้นต่อให้คุณกำลังมองหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก เพิ่มเติม หรือกำลังชั่งใจระหว่าง OD กับทางเลือกอื่น สิ่งที่ต้องมาก่อนคือความเป็น สินเชื่อถูกกฎหมาย เพราะเงินที่มาเร็วแต่ผิดระบบ อาจทำให้ธุรกิจเสียมากกว่าที่ได้
สรุปแบบภาษาง่ายที่สุด ผมว่า OD คุ้มเมื่อใช้เป็น “เครื่องมือสั้น” ไม่ใช่ “ทางรอดระยะยาว” ถ้าใช้เท่าที่จำเป็น คืนทันทีเมื่อเงินเข้า ตั้งเพดานรายสัปดาห์ คุมสต็อกให้หมุนเร็ว ไม่เอาไปซื้อของใช้ยาว และพยายามปิดยอดปลายเดือนให้ต่ำที่สุด OD จะเป็นตัวช่วยสภาพคล่องที่ดีมากสำหรับคนทำธุรกิจ แต่ถ้าใช้แบบปล่อยไหล มันก็พร้อมจะค่อย ๆ กินกำไรโดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน และถ้าคุณกำลังมองหาแนวทางใช้ สินเชื่อsme หรือกำลังวางแผน กู้สินเชื่อระยะสั้น ให้ธุรกิจไปต่อแบบไม่เสี่ยงเกินจำเป็น แนะนำให้ตามไปอ่านบทความหลักต่อ เพราะหัวข้อ “ใช้ OD อย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย” ในบทความนั้นวางแกนคิดไว้ดีมาก และอ่านแล้วจะช่วยให้แยกออกทันทีว่า OD ควรใช้ตรงไหน และไม่ควรใช้ตรงไหนเด็ดขาด |